แบตหมด สตาร์ทไม่ติด ทำไง??

แบตหมด สตาร์ทไม่ติด ทำไง??

                แบตเตอรี่ในรถยนต์ก็เป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มีอายุการใช้งานของมัน ใช้ไปก็ต้องหมดสภาพสักวัน หรือจะด้วยเหตุผลอื่นๆที่ทำให้ไฟในแบตหมดได้เช่นกัน นอกเหนือจากที่เสื่อมสภาพไปตามอายุใช้งาน เช่น การจอดรถแล้วลืมปิดไฟ ไดชาร์ตเสียทำให้ไม่สามารถชาร์ตไฟเข้าแบตได้ ไฟรั่วเนื่องจากการชำรุดของอุปกรณ์ในระบบไฟ และจากสาเหตุอื่นๆนอกจากนี้

วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีจัดการและการรับมือเบื้องต้นเมื่อแบตเตอรี่ของรถเราหมด และไม่สามารถสตาร์ทรถเพื่อใช้งานได้

เข็นแล้วกระตุก

วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆเลย แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดคร่าวๆ คือ

  • ต้องใช้แรงจากคนในการเข็นรถให้เคลื่อนที่
  • ทำได้เฉพาะกับรถที่เป็นระบบเกียร์ธรรมดาเท่านั้น
  • ต้องมีพื้นที่พอสมควรและต้องไม่มีรถสัญจรพลุกพ่าน
  • สภาพพื้นถนนที่ใช้วิธีนี้ก็ต้องเป็นพื้นเรียบหรือพื้นลาดลง(ถ้าหากลาดขึ้น คงไม่มีใครเก่งขนาดเข็นรถขึ้นเนินได้นะ)
  • รถที่จะใช้วิธีเข็นต้องเป็นรถที่น้ำหนักไม่มากนัก(หรือคิดว่าถ้าใช้วิธีเข็นกับรถ 10 ล้อได้ก็ลองดู)

ซึ่งขั้นตอนการเข็นแล้วกระตุก ก็คือ

  1. มี 1 คน นั่งตำแหน่งคนขับ คอยควบคุมรถ
  2. มีคนคอยเข็นรถให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
  3. เมื่อรถเคลื่อนที่ได้ความเร็วระดับหนึ่ง คนขับจะต้องบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง ON(แต่ยังไม่ต้องบิดเพื่อสตาร์ท)เหยียบครัชแล้วเข้าเกียร์ 2
  4. จากนั้นรอจังหวะแล้วปล่อยครัชอย่างเร็ว ซึ่งรถจะมีการกระตุกเกิดขึ้น แล้วทำให้เครื่องยนต์ติด

แต่ถ้าหากว่ายังไม่ติด อาจเกิดจากจังหวะของคนควบคุมรถ ที่ปล่อยครัชช้าเกินไปทำให้เครื่องไม่กระตุกแรงมากพอ อาจลองทำวิธีเดิมซ้ำอีกรอบดู แต่ถ้าหากทำแล้วและไม่มีจุดใดในการเข็นแล้วกระตุกผิดพลาด อาจเป็นที่ไฟในแบตนั้นหมดจริงๆ ไม่สามารถเลี้ยงระบบไฟทั้งหมดในรถได้เลย ซึ่งต้องเปลี่ยนแบตใหม่เท่านั้นรถจึงจะกลับมาใช้งานได้

การพ่วงแบตเตอรี่

                การพ่วงแบตเตอรี่หรือที่เรียกว่าการจัมพ์แบต เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะทำได้ง่าย ใช้เวลา ใช้พื้นที่น้อย แต่ก็ยังเป็นวิธีที่มีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ แบตของรถคันเล็กที่มักใช้ไฟน้อยกว่า หากนำไปพ่วงกับแบตของรถคันใหญ่ที่มักจะใช้ไฟมากกว่า จะไม่เวิร์คมากนัก อาจต้องให้รถคันที่เล็กกว่าเร่งเครื่องเล็กน้อยไว้ด้วย และอาจต้องใช้เวลาในการพ่วงนานถึง 10-20 นาที ซึ่งทางที่ดีต้องใช้ขนาดแบตเตอรี่ที่มีขนาดใกล้กันมาพ่วงกันจึงจะมีประสิทธิภาพ และอีกปัจจัยที่มีผลต่อการพ่วงแบตเตอรี่รถ คือ สายไฟที่ใช้พ่วง ถ้าใช้ต่อกับแบตเตอรี่ลูกใหญ่ที่ใช้ไฟมาก ก็ต้องเป็นสายไฟที่รับกระแสรับโหลดได้มาก ไม่งั้นจะส่งไฟได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และสายอาจร้อนจนไฟไหม้ได้ สำหรับขั้นตอนในการพ่วงแบตเตอรี่นั้น มีขั้นตอนดังนี้

  1. ก่อนอื่นต้องปิดระบบไฟฟ้าทุกอย่างของรถทั้ง 2 คัน ให้หมด แม้จะเป็นแค่หลอดไฟส่องสว่างในห้องโดยสารก็ต้องปิดให้หมด
  2. ต่อสายเข้ากับแบตขั้วบวก(+) ของรถคันที่ไฟหมด
  3. อีกด้านของสายให้ไปต่อเข้ากับแบตขั้วบวก(+) ของรถคันที่มีไฟ
  4. ต่อสายเข้ากับแบตขั้วลบ(-) ของรถคันที่มีไฟ
  5. อีกด้านของสายให้ต่อเข้ากับชิ้นส่วนที่เป็นโลหะตามเครื่องยนต์ของรถคันที่ไฟหมด เช่น น็อตตามเครื่องยนต์ น็อตของไดชาร์ต หรือชิ้นส่วนอื่นๆที่เป็นโลหะ หลีกเลี่ยงการต่อตรงเข้ากับขั้วแบตด้วยกัน เพราะอาจทำให้มีประกายไฟรุนแรงและระเบิดได้ และที่ต่อเข้ากับตามชิ้นส่วนต่างๆที่เป็นโลหะได้นั้น เพราะว่ารถทุกคันมีสายกราวน์อยู่แล้ว ท้ายที่สุดไฟก็จะวิ่งลงกราวน์แล้วเข้าไปที่ขั้วลบของแบตอยู่ดี
  6. สตาร์ทรถอีกคันที่นำมาต่อพ่วง และเร่งเครื่องเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที
  7. ลองสตาร์ทรถอีกคันที่ไฟหมด หากสตาร์ทติดให้ปล่อยทิ้งไว้อย่าพึ่งดับเครื่อง พร้อมทั้งเร่งเครื่องเล็กน้อยด้วย และการถอดสายพ่วงก็ให้ทำในขั้นตอนย้อนกลับจากขั้นตอนการพ่วงแบต

หากทำตามขั้นตอนนี้แล้วยังสตาร์ทไม่ติด อาจเป็นเพราะแบตนั้นหมดจริงๆ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการพ่วงหรืออาจต้องใช้วิธีเร่งรอบขึ้นเล็กน้อยของรถคันที่นำมาช่วยพ่วงแบต หรืออาจะเป็นเพราะเซลล์แบตนั้นหมดสภาพไปแล้วทำให้ไม่สามารถเก็บประจุได้เลย ถ้าเป็นเช่นนี้จะต้องเปลี่ยนแบตใหม่เท่านั้น

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

            กรณีที่แบตเตอรี่นั้นหมดจริงๆ ไม่สามารถใช้วิธีพ่วงแบตหรือว่าเข็นแล้วกระตุกได้เลย ทางสุดท้ายที่ทำได้ก็คือการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่เลย ซึ่งการเปลี่ยนแบตลูกใหม่นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด สามารถทำได้ด้วยตัวเอง และการเปลี่ยนแบตใหม่จะต้องเปลี่ยนเป็นแบตรุ่นที่ขนาด ความจุไฟและให้กำลังไฟเท่ากัน โดยขั้นตอนการเปลี่ยนแบตเตอรี่มีดังนี้

  1. ปิดระบบไฟต่างๆของรถให้หมด ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร หรือระบบเครื่องเสียง
  2. ถอดสายไฟที่ขั้วลบ(-) ของแบตเตอรี่ออกก่อน
  3. จากนั้นจึงถอดสายไฟที่ขั้วบวก(+) ของแบตเตอรี่ออก
  4. ถอดแบตเตอรี่ลูกเดิม แล้วใส่แบตเตอรี่ลูกใหม่ลงไปแทน
  5. ใส่สายไฟที่ขั้วบวก(+) ของแบตเตอรี่ก่อน
  6. จากนั้นจึงใส่สายไฟที่ขั้วลบ(-) ของแบตเตอรี่
  7. ลองสตาร์ทรถ

ถ้าสตาร์ทติดแปลว่าทุกอย่างสมบูรณ์ พร้อมใช้งานต่อได้ แต่หากสตาร์ทแล้วไม่ติดนั้นเป็นได้จากหลายสาเหตุซึ่งเบื้องต้นอาจจะเป็นที่การใส่สายไฟที่ขั้วแบตเตอรี่ไม่สนิท ให้ลองตรวจสอบดูอีกรอบว่าสายไฟที่ใส่นั้นแน่นสนิทดีแล้วหรือยัง ถ้าแน่นแล้วอาจเป็นจากปัญหาอื่นที่นอกเหนือจากการแก้ไขได้ด้วยตนเองเบื้องต้น ต้องประสานช่างในการหาสาเหตุต่อไป

 8869
ผู้เข้าชม

gps

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์